เมื่อวันที่”เจ็ตโด้”กลับบ้าน

เกมบิ๊กแมทช์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ประจำค่ำคื่นนี้ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านรับการมาเยือนของ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี โดยความพิเศษของคู่นี้ก็คือ การได้กลับสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้งของ คริสติอาโน่ โรนัลโด้ ที่ย้ายจากทีมไปเมื่อปี 2009 ด้วยสถิติโลกในตอนนั้น 80 ล้านปอนด์ พนันออนไลน์

ในช่วงที่ย้ายจากสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาอยู่ในถิ่นผี โด้ จัดการสังหารไป 118 ประตู ใน 292 เกม ให้กับ แมนฯยูไนเต็ด ระหว่างปี 2003-2009 พร้อมกับเป็นคีย์แมนสำคัญพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย และ สโมสรโลก 1 สมัย พร้อมกับครองสถิติสโมสรถึง 5 รายการเลยทีเดียว

ทั้งนี้ โรนัลโด้ เกือบย้ายจาก เรอัล มาดริด กลับสู่รังผีอีกครั้ง แต่ว่า โชเซ่ มูรินโญ่ รู้สึกว่าค่าตัวที่ เรอัล มาดริด ตั้งเอาไว้สูงเกินไป และค่าเหนื่อยมหาศาลถึงสัปดาห์ละ 500,000 ปอนด์ก็มากเกินไป ทำให้สุดท้าย โรนัลโด้ ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ในที่สุด พนันออนไลน์

ทำให้คืนวันที่ 23 ตุลาคมนี้ เป็นคืนที่สำคัญมาก ๆ อีกครั้งสำหรับความรู้สึกของ โรนัลโด้ เพราะสถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงชีวิต โรนัลโด้ ไปตลอดกาล

จากคำว่า “ไอ้เด็กโง่ มึงจะสับเอาโล่หรือยังไง กลายมาเป็น “สุดยอดนักเตะ”ที่ทำลายสถิติโลกเป็นว่าเล่นในกาลต่อมา มีเรื่องราวแห่งความทรงจำมากมายสำหรับหนุ่มน้อยที่ต้องย้ายมาใส่”หมายเลข 7” ที่เปี่ยมด้วยตำนานที่สร้างเอาไว้ หากนับเฉพาะยุคพรีเมียร์ลีก ก็คือ เอริค คันโตน่า และเดวิด เบ๊คแฮม

ลีลาการเตะที่ดูแล้วมั่นใจเกินเหตุ และยิ่งดูยิ่งน่ารำคาญสายตาโดยเฉพาะแฟนบอลฝั่งตรงข้าม นอกจากจะดิ้นเป็นกุ้งเต้นแล้ว ยังล้มง่ายอีกต่างหาก จุดนี้ถูกแก้ไขโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน SBOBET24

โทนี โคตัน อดีตสตาฟฟ์โค้ชของแมนฯยูฯ ยุคนั้นบอกว่า ท่านเซอร์ ได้”ดัดสันดาน”และเติม”ความแข็งแกร่ง”ให้กับ โรนัลโด้ ด้วยวิธีการสั่งให้นักบอลคนอื่น เตะได้แบบไม่ต้องเลี้ยงในระหว่างการฝึกซ้อม!!!

“ใช่!ท่านเซอร์มีวิธีเสริมกระดูกให้กับ โรนัลโด้ ก็คือ ให้ทุกคนสามารถเตะได้เต็มที่แบบไม่ต้องยั้ง” โคตัน กล่าว “รูปร่างของ โด้ ดูบอบบางมาก เราเร่งเรื่องการเสริมกล้ามเนื้อให้กับเขา จากนั้นได้มีการพูดถึงจุดอ่อนของ โรนัลโด้ นั่นก็คือ นอกจากเขาจะผอมเกินไป เขายังติดนิสัยชอบพุ่งล้ม”

เสริมตรงนี้คือ “ใช่” เพราะตอนนั้นในเมืองไทย Mafiarecord ยังปรับจากเพลง “ผีกาก้า” มาเป็น “ป๋าแพนด้า” มีช่วงตอนหนึ่งมีเนื้อที่ว่า “กรรมการจึงพร้อมใจ โด้ล้มเมื่อไหร่แกเป่าทันที” กลับมาที่ โคตัน เขาบอกว่าจุดอ่อนของโด้(ที่บางทีกลายเป็นจุดแข็งเพราะได้จุดโทษ) นั่นก็คือติดนิสัย โดนกระแทกนิดหน่อยก็ล้มแหลกลาญ

ทำให้ เซอร์ไปบอกเพื่อนร่วมทีมทุกคนให้จัดหนัก ๆ พออัด โด้ ล้ม ทุกคนก็หัวเราะเล่นกันอย่างสนุก โดยที่เจ้าตัวไม่รู้อะไรเลย ที่สำคัญรุ่นใหญ่ในทีมหลายคนอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ กับ รอย คีน จะบอกว่า “จะสำออยไปทำไม” แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่การด่า แต่เป็นการสั่งสอนจากความรักให้สู้ต่างหาก

อีกหนึ่งเรื่องสุดคลาสสิค ก็คือ โด้ ได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อมี คาร์ลอส เคยรอซ คนบ้านเดียวกันทำงานในฐานะมือขวา เซอร์อเล็กซ์ การอัดหนัก ๆ มีแน่ แต่ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องทะเลาะเลาะแว้งกันขึ้น แต่มีอยู่หนึ่งคนที่มีปัญหา นั่นก็คือ รุด ฟาน นิสเตลรอย ไม่ชอบหน้า โด้ ด้วยเหตุผล “ไอ้เด็กคนนี้เล่นบอลเห็นแก่ตัว

เหตุการณ์บานปลาย เมื่อ รุด เตะ โด้ แบบจงใจในสนามซ้อม(จากทรงแล้วน่าจะเล่นเกินบท) และบอกให้ โด้ ไปฟ้องพ่อของเขา ทั้งที่พ่อของโด้เพิ่งเสียไปไม่นาน ความหมายก็คือให้ โด้ ไปฟ้อง เคยรอซ มีข่าวแรงออกมา โด้ ให้สัมภาษณ์ตอนนั้นว่า เป็นการปะทะกันเล็ก ๆ ในสนามซ้อม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

แต่ไม่นาน รุด โดนขายจากทีม เมื่อหน้าร้อน ปี 2006 แม้ว่าตอนหลังทั้ง รุด ทั้ง โด้ ไปเจอกันร่วมงานกันอีกทีที่ เรอัล มาดริด ก็ตาม กระทั่งมันผ่านมาหลายปี รอยร้าวเรื่องที่ทุกคนมั่นใจว่าจริง มันก็จริงจนได้

หนังสืออัตถชีวประวัติของยอดกุนซือชาวสกอตต์ ยืนยันเรื่องนี้ชัดเจนว่า รุด จงใจเตะ โด้ อย่างแรงในตอนซ้อมก่อนจะพูดใส่ว่า “แกจะทำอะไร แกจะไปฟ้องพ่อของแกงั้นเหรอ พ่อในที่นี้คือ เคยรอซ

“เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ที่ รุด กับ โด้ ทะเลาะกัน ผมไม่เข้าใจว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมเสียดายมาก ๆ เรื่องราวความขัดแย้งของเขาเป็นเรื่องที่ดราม่ามาก ๆ และมันสาหัสในเกมนัดชิงลีกคัพ ที่เขาด่าผม หลังจากรู้ว่า เขาไม่ได้เล่น”

เมื่อ โรนัลโด้ ออกหนังสือ สุดท้ายหนังสือประวัติมันไม่มีการโกหก ซึ่งมีการระบุชัดเจนว่า รุด ประกาศไปทั่วว่า ไม่ต้องการร่วมงานกับผม เขาเรียกผมว่า “ไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ตอนนั้นเพื่อนร่วมทัพปีศาจแดง ไม่มีใครเห็นด้วยกับ รุด กระทั่งชาวดัทช์เหมือนกันอย่าง เอ๊ดวิน ฟาน เดอ ซาร์

สุดท้ายท้ายสุด โด้ กลายเป็นนักบอลที่สร้างสถิติมากมายให้กับ แมนฯยูไนเต็ด และอาจจะบอกได้ว่า ตั้งแต่เขาย้ายไปจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็เป็นอีกหนึ่ง”หลุมดำ” ไม่ต่างจากตอนที่ เซอร์เฟอร์กี้ อำลาตำแหน่งไปเมื่อปี 2013 ทางเข้าSBOBET

“มันเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะเขามาขอซื้อ โด้ ในราคาที่เป็นไปไม่ได้” นี่คือเหตุผลของ เซอร์เฟอร์กี้ ในการขาย โด้ ออกไปเพราะ”จำเป็น”

วันนี้ เด็กผีในวันนั้นได้กลับมาโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้งในวันนี้ พร้อมกับยังอยู่ในฐานะนักเตะที่แพงที่สุดในโลก ที่มีวัยเกิน 30 ปีในเครื่องแบบ”ม้าลาย” หาใช่ “อสูรแดง” และเป็นคนที่แม้จะมีบุคลิกที่ดูแล้วอาจจะไม่เป็นชื่นชอบใจของคู่แข่ง

แต่เมื่อเขาอยู่ที่ใด แฟนบอลจะรักเขาอย่างแน่นอน

พนันออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

>